สยาม อินเตอร์ ไรซ์ จำกัด

วิธีการปลูกข้าวให้มีคุณภาพ การ ปลูก ข้าว จึงต้องคำนึงอะไรมากที่สุด

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ กว่าจะมาเป็นข้าวให้เรากินทุกวันนี้ การ ปลูก ข้าว อาชีพที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญมากๆ ที่จะผลิตข้าวดีๆมาให้ทุกคนได้กินกัน

การปลูก “พันธุ์ข้าวคุณภาพ” 

 “เมล็ดพันธุ์ข้าว” จึงเป็นปัจจัยสำคัญ อันดับแรกในการเพิ่มประสิทธิภาพ ของการผลิตข้าว โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต หากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ และมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ในแต่ละพื้นที่ จะส่งผลให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น และช่วยควบคุมต้นทุนการ ผลิตข้าว ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทย จะมีพื้นที่ปลูกข้าวราวๆ 70 ล้านไร่ แต่กลับมีปัญหาขาดแคลน เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมาโดยตลอด จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เผยว่า ปัจจุบันมีความต้องการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ คุณภาพปีละประมาณถึง 1,364,800 ตัน แต่มีการผลิตได้เพียงประมาณ 537,000 ตัน หรือคิดเป็น 40% ของความต้องการใช้เท่านั้น  

การ ปลูก ข้าว
การ ปลูก ข้าว

การปลูกข้าวเพื่อผลิต “พันธุ์ข้าว” จะต้องมีการวางแผน

การผลิตพันธุ์ข้าวปลูก ให้ประสบความสำเร็จ การ ปลูก ข้าว เกษตรกรผู้ผลิตพันธุ์ข้าว จะต้องพิจารณา ไปถึงองค์ประกอบหลายๆด้าน ทั้งกระบวนการผลิต การตลาด โดยเฉพาะการเตรียมแปลง จะต้องดูแลอย่างประณีต เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี ตรงตามมาตรฐานมากที่สุด การวางแผนเริ่มตั้งแต่ “เตรียมพื้นที่” สำหรับปลูกพันธุ์ข้าว คือ ต้องมีแหล่งน้ำที่เพียงพอต ลอดการเพาะปลูก และหากเป็นแปลงที่ผ่านการปลูกข้าวมาก่อน ต้องมีการจัดการเรื่องของ “พันธุ์ปน” อย่างละเอียด เนื่องจากหัวใจสำคัญ ของการผลิตเมล็ดพันธุ์ คือ ต้องมีการคัดพันธุ์ปนออก ให้ได้มากที่สุด โดย “เมล็ดพันธุ์จำหน่าย” (Certified seed) ที่ได้มาตรฐาน ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 90% จึงมีความงอกไม่น้อยกว่า 80% และมีเมล็ดพันธุ์ข้าวอื่นๆ ปนไม่เกิน 20 เมล็ด ใน 500 กรัม และเมล็ดวัชพืช ที่เป็นข้าวแดงปนไม่เกิน 10 เมล็ดใน 500 กรัม สำหรับการคัดพันธุ์ปนนั้น ปกติแล้วจะอาศัยการสังเกต ตามระยะการเจริญเติบโต ของต้นข้าวช่วงที่สำคัญ เช่น ระยะแตกกอ ระยะข้าวออกดอก ระยะข้าวโน้มรวง และระยะก่อนการเก็บเกี่ยว หากพบต้นข้าวที่มีลักษณะแตกต่างกับต้นข้าวส่วนใหญ่ เกษตรกรควรถอนทิ้งในทันที และยังเน้นในเรื่องการ “คัดเลือกสายพันธุ์ข้าว” ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกรด้วย โดยที่ว่า “สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่” จะช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง ทนต่อสภาพอากาศ และต้านทานโรค-แมลงศัตรูพืช ถือว่าเป็นการลดการใช้สารเคมีได้ อีกทางหนึ่ง ขณะที่การเลือก “สายพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก” ก็จะช่วยให้ผลผลิตของเราเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว โดยเบื้องต้นอาจเน้นเจาะตลาด ในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงก่อน โดยปัจจุบันคุณละเอียดจะเน้น ไปปลูกข้าวพันธุ์ กข41, กข57 และพันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นหลัก ไม่ว่าจะปลูกข้าวสายพันธุ์ใด เกษตรควรใช้เมล็ดพันธุ์ จากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองจากกรมการข้าว เพื่อให้มั่นใจได้เลยว่า จะไม่มีพันธุ์ปน และมีอัตรางอกสูง

“เพาะกล้า” อย่างมืออาชีพ

 “เพาะกล้า” อย่างมืออาชีพ ช่วยเพิ่มอัตราการงอกชัวร์

ในการเพาะเมล็ดพันธุ์ ให้ได้ต้นกล้าคุณภาพ มีอัตราการงอกดี คุณละเอียดจะใส่ใจ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นโรค หรือถูกแมลงทำลาย และอีกหนึ่งเคล็ดลับ ที่ขาดไม่ได้เลย คือ ขั้นตอนการเตรียมเมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะ เราจะแช่เมล็ดพันธุ์ (ทั้งกระสอบ) ลงในน้ำที่ผสมกับ “อโทนิค” อัตราส่วน 100 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร นานถึง 24 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดข้าวดูดน้ำเข้าไปใช้ ในกระบวนการงอก จากนั้นนำกระสอบเมล็ดพันธุ์ขึ้นจากน้ำแล้ว และบ่มต่ออีก 24 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้การเกิดราก โดยวิธีนี้จะช่วยให้ข้าวมีเปอร์เซ็นต์การงอก ที่สูงและสม่ำเสมอ ไม่มีเมล็ดลีบ ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง รากสมบูรณ์ เดินรากดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลผลิตที่มีคุณภาพ สำหรับการนับเวลาในการเพาะกล้า จะนับตั้งแต่เริ่มโรยกล้า ลงในถาดเพาะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน ( ขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าวแต่ละชนิด ) เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า พร้อมนำไปปักดำด้วยเครื่องปักดำได้เลย

ปัจจัยที่ขาดไม่ได้ ของการทำนา

ควบคุมปริมาณน้ำ ปัจจัยที่ขาดไม่ได้ ของการทำนา

นอกจากการบำรุง อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การควบคุมปริมาณน้ำในแปลงนั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผลผลิต ที่มีคุณภาพเช่นกัน โดยเฉพาะระยะ 30 วันแรกหลังการปักดำ จะเฝ้าระวังไม่ให้ข้าวขาดน้ำ เพราะจะทำให้วัชพืช ขึ้นมาแย่งอาหาร และป้องกันข้าวดีดได้ ส่วนอีกช่วงที่สำคัญคือ ระยะสร้างรวงถึงระยะออกดอก ควรรักษาระดับน้ำในแปลง ให้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 5-10 เซนติเมตร และหมั่นสังเกตระดับของน้ำ ให้คงที่ตลอดเวลาจนกระทั่งข้าวออกรวง เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวลีบ ให้เน้นว่า “น้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัย สำหรับการเจริญเติบโตของข้าว เพียงเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการควบคุมวัชพืช ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ด้วย ดังนั้น เกษตรกรจึงควรมีแหล่งน้ำ ที่เพียงพอตลอดฤดูกาลผลิต อย่างกรณีของตนเองที่ทำนา หมุนเวียนทั้งหมด 3 รอบ/ปี คือ รอบที่1 พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ รอบที่2 เมษายน-กรกฎาคม และรอบที่3 สิงหาคม-พฤศจิกายน ก็ต้องอาศัย “บ่อบาดาล” ไว้เป็นแหล่งน้ำสำรอง เช่นกัน เพราะถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่ จะอยู่ในเขตชลประทาน แต่ปัจจุบันนั้นฝนฟ้าไม่ได้ตกตามฤดูกาล เหมือนสมัยก่อนๆ หากไม่เตรียมรับมือ จะทำให้ผลผลิตเสียหายได้

เมนูลัด

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ปรึกษาฟรี!!!

หากต้องการที่ปรึกษาในการเปิดหน้าร้านเพื่อขายข้าวสารหรือสนใจสินค้าของเรา สามารถโทรติดต่อเราได้ ทางเรายินดีให้คำแนะนำอย่างเต็มที่

Copyright © 20212. All rights reserved.